วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

     จากตอนที่แล้วได้กล่าวถึงหัวข้อที่ 2 การเจ็บป่วยเพราะสภาวะจิต ในตอนนี้จะยกอีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่ป่วยจากสภาวะจิตของตนเอง

     มีผู้ป่วยอีกรายหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก รักษาอย่างไรก็ไม่หาย หมอให้ยาต้านมะเร็ง (chemotherapy (เคโมเธ'ระพิ) การรักษาโรคด้วยสารเคมี, เคมีบำบัด) แต่อาการเธอไม่ดีขึ้น เตรียมทำพินัยกรรมแล้ว นี่ก็มีปัญหาทางจิตเหมือนกัน ก็คือเป็นคนที่ดูถูกสามี คือ จะรู้สึกว่าสามีเป็นคนที่ไม่เก่ง คนอื่นจะเก่งกว่า เธอจึงเปลี่ยนสามีมาเรื่อย สามีคนล่าสุดมียศเป็นพันตำรวจโท เธอยังว่ากระจอก ไม่เอาไหน ตัวเองเป็นผู้หญิงเก่งมาเจอสังคมที่มีแต่คนเก่ง จึงดูถูกสามี

     ความรู้สึกดูถูกสามี ก็เลยทำให้ตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก บางคนบอกหญิงชายสิทธิเท่าเทียมกัน คำว่าสามีคือผู้ที่เป็นใหญ่กว่า ถึงอย่างไรก็เป็นสมมุติ สัจจะสมมุติให้ใหญ่กว่า กรณีนี้ก็เหมือนกัน หลังจากให้ไปขอขมาสามี และให้ฝึกสมถะก็เอาไม่อยู่ ต้องฝึกวิปัสสนาเดินจงกรม ทำวิปัสสนาด้วยแล้วไปขอขมา หลังจากนั้นก็หายป่วยจากมะเร็งปากมดลูก

     ยกตัวอย่างของเรื่องป่วยทางจิต ต้องเยียวยาทางจิต มีคนไข้บางราย สมัยเด็กๆ พ่อของอาจารญ์สุทธิวัสส์ คำภา จะสอนให้เยียวยาผู้ป่วยทางจิตบางประเภท คือ ผู้ป่วยจะปวดเมื่อยเนื้อตัว แล้วลูกสาวเขาจะรู้สึกตัวตลอดเวลาว่าเขาโดนคุณไสยด้วย จิตมีความรู้สึกอย่างนั้น เวลามาหาหมอ คือ ลูกชายเกิดในตระกูลที่เป็นหมอ พ่อจะสอนวิธีรักษาคือเราจะเตรียมไข่ไก่ไว้ ลักษณะคือเอาไข่ไก่ไปแช่ในน้ำส้มสายชู ให้เปลือกมันนิ่มแล้วแกะเปลือกออก แล้วเอาเส้นผมบ้าง เอาตะปูบ้างมาใส่ไว้ แล้วแต่ว่าเวอร์ชั่นไหน แล้วเอาเปลือกไข่ปิดไว้อย่างเดิม พอแห้งก็จะดูไม่ออก

     คนไข้โรคจิตเหล่านี้ เราจะให้เขาเอาไข่มาเอง เวลารักษาก็ให้หลับตาภาวนา เราก็จะเปลี่ยนไข่โดยจะดูสภาวะจิต ว่าคนนี้เข้าใจว่าโดนคุณไสยจากตะปู ปวดแสบปวดร้อน ก็จะเลือกไข่ที่มีตะปู บางคนต้องเลือกไข่จากเส้นผม จะเอาไข่มาคลึงทั่วร่างกาย แล้วก็แอบเปลี่ยนไข่ พอตอกออกมาไข่มีตะปู อาการปวดเธอก็หายไป อันนี้ไม่ใช่เรื่องหลอกหลวง คนที่ป่วยด้วยสภาวะจิตอย่างนี้ก็ต้องใช้วิธีนี้ มีประโชน์สำหรับคนบางประเภท

     แต่คนเอามาใช้ผิดประเภท เลยกลายเป็นว่าต้มตุ๋นหลอกลวงไป คือ คนบางคนต้องหลอกถึงจะหายป่วย ไม่หลอกไม่หาย เป็นคนไข้ที่ป่วยทางจิต

.....โปรดติดตามต่อตอนที่ 4 (ตอนจบ).....
     ต้นเหตุที่กายผิดปกติ ที่สามารถแยกได้เป็น 4 หัวข้อ คือ

     1. รูปกายผิดปกติ
     2. การเจ็บป่วยเพราะสภาพจิต
     3. คนป่วยรูปกายผิดปกติ
     4. การเจ็บป่วยเพราะอาหารการกิน

     จากตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงหัวข้อที่ 1. รูปกายผิดปกติจากกรรม ไปแล้ว ในตอนที่ 2 นี้ จะได้กล่าวถึงหัวข้อถัดไปกันต่อ

     2. การเจ็บป่วยเพราะสภาพจิต เกิดจากจิตป่วยเพราะจิต กินอะไรก็ไม่หาย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จะไปปฏิบัติธรรมอย่างไรก็ไม่หาย ต้องแก้ที่สภาวะจิต

     มีตัวอย่างที่ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเล่าให้ฟังว่า
     ในเรื่องสภาวะจิตที่ต้องใช้สมถะกรรมฐาน คือวันนั้นไปบรรยายที่โรงพยาบาลจุฬาฯ เรื่องของพลังจิต ต้องสอนพยาบาลให้ใช้พลังจิตกับคนไข้ที่ต้องรอระหว่างผ่าตัดรอคลอด คนไข้จะเครียด ถ้ามีเทคนิคในการใช้พลังจิตกับคนไข้ เขาจะไม่เครียด จะสบายขึ้น

     พอจบการสัมมนา 2 วัน วันสุดท้ายก็มีคำถามจากพยาบาล ถามว่าพลังจิตใช้ทำอะไรได้บ้าง ผมบอกว่าพลังจิตใช้รักษาโรคได้ พยาบาลก็พูดว่า อย่างนั้นอาจารย์ไปใช้พลังจิตกับคนไข้คนหนึ่ง คนไข้รายนี้เป็นพยาบาลที่จุฬาฯ กำลังเรียนปริญญาโทแล้วป่วยด้วยโรคเกล็ดเม็ดเลือดต่ำ หมอรักษาเยียวยาไม่ได้ และอาการไม่ดีขึ้นรอวันตาย ก็เลยไปดู พอตรวจพบต้นเหตุของเขามาจากจิต บังเอิญว่าฟลุคหรือบุญส่งผลพอดี

     ไปพบว่าเด็กคนนี้เกิดในครอบครัวที่ขาดความรัก พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว เป็นลูกที่ขี่เหร่ที่สุดในบ้าน คือ พี่ๆ เป็นหมอกันหมด ตัวเองเป็นพยาบาลถือว่าขี่เหร่ที่สุดในบ้าน แต่ในโรงพยาบาลหน้าตาดี ยังไม่มีแฟน แปลว่าเขาเก็บกด เหมือนทุกคนจะให้ความสนใจแต่พี่ๆ ที่เป็นหมอ ส่วนตัวเขาเป็นพยาบาล(คิดเอาเอง) เหมือนมีปมด้อยเพราะขาดความรัก เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี แฟนก็ไม่มี

     ความรู้สึกที่ขาดความรักทำให้เกิดเกล็ดเม็ดเลือดต่ำได้ พอรู้ปัญหาของเขาแล้ว ก็ฝึกให้เขาทำกสิณสีแดงเอาดอกกุหลาบสีแดงให้เขา เพื่อนเขาเอามาให้ ปกติหมอจะไม่อนุญาตให้นำดอกไม้สดเข้ามาเพราะจะติดเชื้อ แต่ว่ากรณีนี้ให้เอาเข้าได้ ก็ฝึกให้เพ่งดอกไม้สีแดง สอนให้เพ่งกสิณ เป็นสมถะกรรมฐาน เมื่อจิตเป็นสมาธิเกล็ดเม็ดเลือดก็เพิ่มขึ้น หมอก็นึกว่าฟลุค ขออีกวันหนึ่ง พอวันที่ 2 เกล็ดเม็ดเลือดเพ่มขึ้นจนพ้นขีดอันตราย หมอจึงยอมให้ออกจากโรงพยาบาล ตอนนี้หายเป็นปกติ นี่ก็เป็นเรื่องของสภาวะจิตที่เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย

.....โปรดติดตามต่อตอนที่ 3.....

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

     การเจ็บไข้ได้ป่วย ที่พบเห็นกันในมนุษย์ ต้องจำแนกก่อนว่า ต้นเหตุที่รูปกายผิดปกติมาจากเหตุ 4 ประการถ้าในพระอภิธรรมจะบอกว่า "กัมมจิโตตุกาหาร"(กัม-มะ-จิต-โต-กา-หา-ระ) สั้นๆ แค่นี้แต่แยกเป็น 4 หัวข้อ คือ

     1. รูปกายเราผิดปกติ อันนี้มาจากกรรมที่เราจะเรียกว่าพันธุกรรมก็ได้ กรรมจำแนกเป็นกรรมในอดีต(การกระทำในอดีตชาติ ไม่มีกำหนดว่าชาติใด)และ กรรมปัจจุบัน(การกระทำในชาตินี้) กรรมจากอดีตก็ส่งผลทำให้คนเจ็บป่วยได้ กรรมปัจจุบันก็มีผลทำให้คนเจ็บป่วยได้เช่นกัน ในต่างประเทศใช้การสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติ ให้คนย้อนอดีตไป เมื่อพบต้นเหตุของการเจ็บป่วยว่าผู้ป่วยคนนั้นไปทำกรรมอะไรมาแล้ว ต้องชดใช้กรรมอย่างไร บางรายก็ใช้ไม่ได้ ชดใช้ไม่หาย

     ยกตัวอย่างในเรื่องกรรม เช่นพระพุทธเจ้าเคยมีปัญหาเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากกรรม คือ พระพุทธเจ้าทรงปวดหัวไม่หายรักษาก็ไม่หาย ระดับหมอชีวกยังรักษาไม่ได้
     ท่านต้องย้อนอดีตกลับไปดู พบว่ามีสมัยหนึ่ง เกิดเป็นเด็กชายชาวประมง แล้วชาวประมงแถวนั้นไม่กินปลาเป็นหรือปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ชาวประมงต้องทุบหัวให้ปลาตายก่อน ขณะที่เขาทุบหัวปลา เด็กชาวเลแถวนั้นตบมือดีใจที่ปลามันถูกทุบหัวดิ้น ก็อนุโมทนา ทำให้ปลาอาฆาต แม้กระทั่งเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า เจ้ากรรมนายเวรยังตามมาทวงทำให้ปวดหัว พอท่านระลึกถึงตรงนี้ได้ อาการที่ปวดก็หายไป อย่างนี้เรียกว่าเจ้ากรรมนายเวรยกโทษให้ กรรมบางอย่างอโหสิกรรมกันได้ก็จบกันไป กรรมบางอย่างอโหสิกรรมไม่ได้ก็รับผลนี้ไป

     ยกตัวอย่างกรรมที่ไม่ยอมอโหสิให้ของพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งก่อนใกล้ปรินิพพานท่านมีไข้สูง เกิดกระหายน้ำมาก รับสั่งให้พระอานนท์ไปหาน้ำ ท่านไปเจอแหล่งน้ำไม่กล้าตักมาถวายพระพุทธเจ้า เพราะน้ำขุ่นมาก มีฝูงวัว ฝูงม้าลุยน้ำไป น้ำก็ขุ่นไม่กล้าตักมาถวาย ทรงรับสั่งให้ไปอีกแหล่งหนึ่ง ไปถึงแหล่งที่สองก็ขุ่นอีก ไม่กล้าตักถวาย จึงทรงรับสั่งให้ไปอีก ไปถึงแหล่งที่สามก็ขุ่นอีก
     ตกลงทั้งสามแหล่งไม่ได้ฉันน้ำ ท่านต้องย้อนอดีตอีกว่าท่านทำอะไรมา ก็พบว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นนายโคบาลเลี้ยงวัว ปกติจะตื่นแต่เช้าพาวัวออกไปแต่เช้ามืด ออกไปข้างนอก พอถึงแหล่งน้ำวัวก็กินน้ำ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดตื่นสาย เพราะไปเที่ยวมา ขณะต้อนวัวไปเจอแหล่งน้ำขุ่นเลยต้องต้อนวัวให้ไปกินอีกแหล่งหนึ่ง แหล่งน้ำก็ขุ่นอีก ก็ต้องต้อนไปอีกแหล่งหนึ่ง ในที่สุดวัวไม่ได้กินทั้งสามแหล่ง วัวเจ้ากรรมนายเวรเลยมาเอาคืน ขนาดเป็นพระพุทธเจ้าแล้วใกล้จะปรินิพพานในไม่กี่ชั่วโมง ยังขอเอาหน่อย อันนี้เรียกว่า "ไม่อโหสิกรรม"

.......โปรดติดตามต่อตอนที่ 2......

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

     ธรรมชาติบำบัด หมายถึงการดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด ส่วนการเจ็บป่วย ถึงขั้นต้องกินยา ต้องผ่าตัด นั่นเป็นเรื่องของหมอแล้ว
     นักธรรมชาติบำบัด ซึ่งทุกคนเป็นได้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชน ที่ต้องดูแลตนเองและคนรอบข้างเป็นงานของนักธรรมชาติบำบัดทุกคน แต่เราต้องมีขอบเขต
     สิ่งที่นักธรรมชาติบำบัดจะใช้ในการดูแลสุขภาพเรา จะพูดถึงพืชสมุนไพร เรื่องสมุนไพร จะจำแนกสมุนไพรออกได้เป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

     สมุนไพรกลุ่มที่ 1 เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นอาหาร
     ถ้าเป็นสมุนไพรที่เป็นอาหาร อย่างนี้นักธรรมชาติบำบัดสอนให้คนนำมากินเป็นอาหารได้ กินสมุนไพรแล้วต้านโรค


     สมุนไพรกลุ่มที่ 2 เรียกว่า สมุนไพรที่เป็นยา
     หมายความว่าเป็นสมุนไพรที่โดยปกติคนไม่เอามารับประทานเป็นอาหาร แต่ใช้เพื่อเป็นยาโดยเฉพาะ เช่น ฟ้าทะลายโจร เวลาพูดเรื่องฟ้าทะลายโจร ต้องบอกว่านี่มันเป็นงานของเภสัชกร และของแพทย์ เราไม่ควรไปรู้จักมันเลยจะดีกว่า นอกจากว่า เวลาเจ็บป่วย แล้วให้ท่านเหล่านั้นเป็นผู้แนะนำเรา
     แต่สมุนไรพที่เป็นอาหาร กินผิดกินถูกไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ากินถูกก็ได้กำไร สมุนไพรกลุ่มที่  ซึ่งเป็นยา ยังไม่ใช่เป็นยาอันตราย นัำธรรมชาติบำบัดจะไม่ยุ่งกับเรื่องนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้เฉพาะทางคือแพทย์และเภสัชกรเท่านั้น

     สมุนไพรกลุ่มที่ 3 เรียกว่าสมุนไพรที่เป็นยาพิษ
     ที่จริงพวกนี้ก็เป็นสมุนไพร ถ้าว่ากันตามหลักของหมอชีวกโกมารภัจ ท่านอาจารย์หมอในสมัยพุทธกาล พวกสารหนู กำมะถัน มันเป็นสมุนไพรที่เป็นยาพิษ แต่ว่าแพทย์หรือเภสัชยากรสามารถเอาไปทำยาได้ สารหนูก็เหมือนกัน ที่จริงสารหนูมันคือยาพิษ กินเข้าไปตายแน่นอน แต่มันไปเข้าตำรับยาลม ยาแก้ลมที่เรากินกันต้องมีสารหนู มันถึงจะทรงสรรพคุณ แต่เมื่อเข้าอยู่ในตำรับยาแล้ว มันไม่เป็นพิษ แต่ต้องปรุงโดยเภสัชกรหรือแพทย์

จากหนังสือ "กินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี"
อ. สทธิวัสส์ คำภา (บรรยาย)
จิระวิทย์ ศุภนันทกานต์ (เขียน/เรีบเรียง)

     การกิน เป็นความจำเป็นสำหรับการมีชีวิต เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นร่างกายนำไปใช้ให้เกิประโยชน์อยู่ 2 ประการ
     1. คือนำไปบำรุงร่างกาย สร้างการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
     2. คือทำให้เกิดพลังงานให้ร่างกายมีแรง ที่จะทำงานเคลื่อนไหวได้ดี



     สองประการนี้จัดว่าเป็นหน้าที่หลังของอาหาร สารอาหารที่ร่างกายต้องการแบ่งเป็น 6 หมู่ วันหนึ่งๆร่างกายต้องการไม่กี่แคลอรี่


      ตามปกติของคนทั่วไป เรากินอาหารกันสามมื้อ ทุกมื้อทุกวัน เราไม่ได้กินด้วยปัญญา คือ ไม่ได้กินกันตามทฤษฎีอย่างฝรั่งสอน ตามที่เล่าเรียนกันมา แต่เรากินกันตามกิเลส กินตามความอร่อย กินตามความอยาก
      ดังนั้นการกิน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเจ็บป่วย เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ
      เรากินกันเกินความต้องการของร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดความอ้วน และความอ้วนก็เป็นต้นเหตุอีกหายโรค ทั้งโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขข้อเสื่อม โรคหัวใจ ฯลฯ
      บางพวกกินน้อย เลือกกิน กินไม่ครบหมู่อาหาร ก็เป็นโรคขาดสารอาหาร ผอมจนเนื้อหุ้มกระดูก ร่างกายไม่สมบูรณ์

      คนสมับโบราณ ท่านก็สอนเรื่องการกิน ว่ากินอย่างไรจึงจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วย โดยเขาจะสอนว่าให้กินตามมีตามเกิด คำว่า "กินตามมีตามเกิด" คือ กินสิ่งที่เกิดขึ้นที่มีตามฤดูกาลนั้นๆ กินสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
      ความเจริญทางโลกทุกวันนี้ ทำให้เรากินผิดไปจากที่คนเก่าคนแก่สอน ผลไม้มาจากแดนไกลเราก็หากินได้ พืชผักผลไม้นอกฤดูกาล เราก็ทำกินได้
      การกินจึงไม่ได้กินอย่างตามมีตามเกิด แต่เป็นการกินอย่างที่อยากจะกินต้องได้กิน จึงมีคำกล่าวที่น่าสนใจกล่าวว่า
      " อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กินง่าย หากินก็ง่าย ทำให้เป็นคนอยู่ง่าย "
     แต่.....
      " รสชาติของอาหาร เป็นอาหารของกิเลส การปรุงแต่งเป็นไปตามกิเลส เพื่อสนองกิเลส ทำให้เป็นคนอยู่ยาก กินยาก"
     ความอร่อยของอาหารที่เกิดจากการปรุงแต่ง ให้เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ให้พิสดารอย่างไร เมื่อตักเข้าปากมันอร่อยอยู่ตรงลิ้น พอกลืนผ่านลิ้นก็ไม่รู้รสแล้ว

     ทำอย่างไรให้การกินของเราแต่ละวัน เป็นการกินที่มีปัญญา มีสติระลึกได้ว่าเราจะกินเพื่อบำรุงร่างกายให้ทรงอยู่ได้ในแต่ละวัน เป็นไปเพื่อประโยชน์ของร่างกายจะไม่กินไปเพื่อให้เกิดทุกข์แก่กาย

     การกินเราจะไม่กินเพื่อไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหา กินไปเพื่อเบียดเบียนสัตว์โลกที่เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนสุขของเรา

อ้างอิงจากหนังสือ "กินอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดี"
อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา (บรรยาย)
จิระวิทย์ ศุภนันทกานต์ (เขียน/เรียบเรียง)
Subscribe to RSS Feed Follow me on Twitter!